หน้า LC

เรียน TOEIC LC ครบ 4 พาร์ทด้วยเสียงจริง ฝึกฟังด้วย dictation และ shadowing

Part 1 และ Part 2 กับกับดักที่คุณมองข้ามไม่ได้

ในสนามสอบจริงสิ่งที่ทำให้นักเรียนไทยสติหลุดมากที่สุดคือ Part 1 ที่ดูเหมือนง่ายแต่กลับซ่อนคำศัพท์พวก Passive Voice ของวัตถุเอาไว้เยอะมาก เช่น พวกการใช้ being ในรูปประโยคที่ไม่มีคนอยู่ในภาพ ซึ่งเป็นกับดักยอดฮิตที่ ETS ชอบเอามาหลอกคนระดับ 600 คะแนนให้ตกม้าตาย ส่วนใน Part 2 ปัญหาใหญ่ไม่ใช่การฟังไม่ออก แต่คือการตั้งรับคำตอบแบบ Indirect Response หรือพวกถามอย่างตอบอย่างไม่ตรงคำถามพื้นฐาน เช่น ถามเรื่องเวลาแต่ตอบว่าลองไปเช็คในปฏิทินดูสิ ประโยคพวกนี้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละสามสิบในข้อสอบยุคใหม่ ถ้าคุณมัวแต่รอฟังตัวเลือกที่ขึ้นต้นด้วย Yes หรือ No บอกเลยว่าคะแนนพุ่งยากแน่นอนครับ การเข้าใจบริบทสังคมการทำงานแบบตะวันตกจึงสำคัญกว่าการแปลคำต่อคำเสมอในพาร์ทนี้ครับ

การบริหารเวลาและสมาธิในห้องสอบที่ต้องเป๊ะทุกวินาที

วินาทีที่เสียงพากย์ใน Part 3 และ Part 4 เริ่มดังขึ้น คุณไม่มีเวลามานั่งละเมียดละไมกับโจทย์ทีละข้อแล้วนะครับ เทคนิคที่ผมย้ำเสมอในคลาสคือการทำ Pre-reading หรือการกวาดสายตาอ่านคำถามและตัวเลือกทั้ง 3 ข้อให้จบก่อนที่บทสนทนาจะเริ่มขึ้นจริง ถ้าคุณทำได้คุณจะเห็นโครงเรื่องในหัวทันทีว่าใครคุยกับใครและปัญหาคืออะไร การฝึกฝนที่ถูกต้องคือต้องทำให้จบภายในช่วงที่เขาอ่าน Direction หรือตอนที่เขากำลังอ่านทวนคำถามข้อก่อนหน้า หากคุณอ่านไม่ทันจนเสียงพูดในข้อถัดไปเริ่มขึ้นแล้ว ให้ตัดใจดิ่งแล้วข้ามไปอ่านข้อใหม่ทันที อย่าปล่อยให้ความกังวลเพียงข้อเดียวมาดึงคะแนนของทั้งเซ็ตลงมาด้วย เพราะสมาธิในพาร์ทฟังเปรียบเสมือนเส้นด้ายที่ขาดแล้วต่อยากมาก หากหลุดไปเพียงข้อเดียวอาจหมายถึงการเสียคะแนนต่อเนื่องไปอีกหลายข้อเลยทีเดียวครับ

ตารางซ้อมรายสัปดาห์ด้วยเทคนิค Shadowing และ Dictation

ถ้าอยากได้คะแนนแตะ 400 ขึ้นไปในพาร์ทฟัง การแค่ฟังผ่านๆ ตอนขับรถไม่เพียงพอครับ ผมขอแนะนำตารางซ้อม 4 สัปดาห์ โดยเน้นหนักที่การทำ Shadowing หรือการพูดตามเสียงเจ้าของภาษาด้วยความเร็วเท่ากันเป๊ะๆ วิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องสำเนียง British และ Australian ที่คนไทยมักจะบ่นว่าฟังยากที่สุดเพราะมีการรวบคำหรือไม่ออกเสียงตัว r ในช่วงสัปดาห์แรกคุณควรเริ่มจาก Part 2 โดยลองทำ Dictation เขียนสิ่งที่ได้ยินออกมาทุกคำเพื่อเช็คว่าเราหลับหูหลับตาเดาตรงไหนบ้าง พอสัปดาห์ที่สามค่อยขยับไปทำ Shadowing ใน Part 4 ที่เป็นบทพูดประกาศยาวๆ ฝึกสักวันละ 45 นาทีแบบจดจ่อจริงๆ ดีกว่านั่งฟังทั้งวันแต่ไม่ได้วิเคราะห์โครงสร้างประโยคเลย การซ้ำซากคือหัวใจของการจดจำรูปแบบเสียงที่ถูกต้องครับ ซึ่งจะช่วยให้หูของคุณเปิดรับสำเนียงที่หลากหลายได้ดีขึ้นมากจริงๆ ครับ

เจาะลึกกับดักเสียงคล้ายและการทวนคำเดิมในตัวเลือก

หนึ่งในกลโกงที่ ETS ใช้มาตลอดหลายสิบปีคือ Similar-sound traps หรือการเอาคำที่ออกเสียงคล้ายกับคำในโจทย์มาวางไว้ในตัวเลือกที่ผิด เช่น โจทย์พูดคำว่า 'stationery' ที่แปลว่าเครื่องเขียน แต่ในตัวเลือกดันมีคำว่า 'stationary' ที่แปลว่าหยุดนิ่ง หรือการใช้คำเดิมเป๊ะๆ จากโจทย์มาวางไว้ในตัวเลือกที่ไม่เกี่ยวข้องกับคำตอบเลย นักเรียนที่ฟังออกแค่บางคำมักจะรีบกาข้อที่มีคำคุ้นหูทันที ซึ่งนี่คือหลุมพรางขนาดใหญ่ ใน Part 3 และ 4 คำตอบที่ถูกต้องมักจะถูก Paraphrase หรือเปลี่ยนไปใช้คำพ้องความหมายแทน เช่น ในเสียงพูดใช้คำว่า 'fix the copier' แต่ในตัวเลือกใช้คำว่า 'repair some equipment' ดังนั้นการมองหาความหมายที่เหมือนกันในรูปประโยคที่ต่างไปจึงเป็นทักษะชี้วัดว่าคุณคือตัวจริงในระดับ 800 คะแนนขึ้นไปหรือเปล่าครับ

กลยุทธ์แยกตามเป้าหมายคะแนนจากประสบการณ์จริงจากหน้าห้องสอบ

สำหรับเป้าหมายคะแนน 600 คุณควรเก็บแต้มจาก Part 1 และ Part 2 ให้ได้มากที่สุด เพราะเป็นพาร์ทที่เน้นคำศัพท์พื้นฐานและการโต้ตอบสั้นๆ ไม่ต้องใช้ความจำระยะยาวมากนัก แต่ถ้าเป้าหมายคือ 750 คุณต้องเริ่มฝึกการอ่านกราฟและตารางใน Part 3 ร่วมกับการฟังให้ชำนาญ เพราะข้อสอบประเภท Visual images มักจะแจกคะแนนถ้าคุณดูความสัมพันธ์ของข้อมูลเป็น ส่วนใครที่หวัง 900 คะแนนขึ้นไป คุณห้ามพลาดแม้แต่จุดเดียวใน Part 4 ซึ่งเป็นบทพูดคนเดียวที่ซับซ้อนที่สุด คุณต้องเข้าใจเจตนาแฝงของผู้พูด (Implying meaning) เช่น เมื่อผู้พูดพูดว่า 'The weather is finally clearing up' เขาอาจจะสื่อว่าเราควรเปลี่ยนไปจัดงานข้างนอกแทนก็ได้ การฝึกวิเคราะห์บริบทระดับสูงแบบนี้จะช่วยให้คุณก้าวข้ามกำแพงคะแนนเดิมๆ ไปได้อย่างสง่างามและมั่นคงครับผม

ใช้เครื่องมือจาก Power TOEIC ปิดจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้ถูกจุด

การฝึกมั่วซั่วไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าตัวเองผิดตรงไหนคือการเสียเวลาอย่างยิ่งครับ ในเว็บไซต์ Power TOEIC ของเรามีระบบวิเคราะห์จุดอ่อนที่แบ่งตามหัวข้อสอบและสำเนียงอย่างละเอียด คุณควรเข้าไปลองทำจำลองสถานการณ์สอบจริงที่จับเวลาเป๊ะๆ แล้วดูสถิติว่าคุณมักจะผิดสำเนียงไหนเป็นพิเศษ เช่น ถ้าคุณมักจะพลาดเมื่อเจอสำเนียงออสเตรเลีย ระบบของเราจะช่วยคัดกรองข้อสอบที่เป็นสำเนียงนั้นมาให้คุณซ้ำจนกว่าหูจะชิน นอกจากนี้การใช้ฟังก์ชันลบเสียงรบกวนหรือการเร่งความเร็วเสียงเป็น 1.2 เท่าในขณะซ้อม จะช่วยให้ตอนไปสอบจริงที่ห้องสอบเสียงเงียบๆ คุณจะรู้สึกว่าทุกอย่างมันช้าและง่ายขึ้นมาก การเตรียมตัวให้หนักกว่าข้อสอบจริงคือเคล็ดลับที่ผมใช้ปั้นนักเรียนให้ได้คะแนนเต็มพาร์ทฟังมานับไม่ถ้วนครับ ลองนำเครื่องมือเหล่านี้ไปปรับใช้ดูนะครับรับรองเห็นผลแน่นอนครับ